ลุยน้ำท่วมแล้วรถดับควรทำอย่างไร ยีเอสมีคำตอบให้?!
โดย SIAM GS SALES
21 ตุลาคม 2565
ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกมากเป็นพิเศษ อาจทำให้ทุกคนต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังบนท้องถนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางเส้นทางก็มีน้ำท่วมขังสูง ทำเอาคนขับรถปวดใจไปตาม ๆ กัน ยีเอสเลยมาแนะนำวิธีรับมือขับรถคู่ใจฝ่าน้ำท่วมขัง และบอกรายละเอียดน้ำท่วมระดับไหนถึงเป็นอันตรายต่อรถยนต์ รวมไปถึงสิ่งที่ควรทำเมื่อลุยน้ำท่วมขังแล้วรถดับมาฝากกัน

น้ำท่วมระดับไหนถึงเป็นอันตรายต่อรถยนต์?

เริ่มที่การสังเกตระดับน้ำเทียบกับฟุตบาท โดยปกติแล้วฟุตบาทจะมีความสูงที่ 10-20 ซม. หากระดับน้ำต่ำกว่าหรือเท่ากับฟุตบาทก็ยังพอไหว เมื่อพบว่าระดับน้ำเลยขอบฟุตบาทไปจนถึงครึ่งล้อถือว่าเสี่ยง ควรปิดแอร์และเลี้ยงคันเร่งให้มีระดับที่สม่ำเสมอ พยายามไม่ถอนคันเร่งบ่อยถ้าไม่จำเป็น แต่หากเจอสูงกว่านั้นให้เลี่ยง อย่าเสี่ยงลุย! ควรหาที่จอดรถที่ปลอดภัยจากระดับน้ำสูง หากฝืนลุยน้ำท่วมสูงจนไปถึงขั้วแบตเตอรี่ อาจทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดการปนเปื้อนน้ำกรดในตัวแบตเตอรี่ได้เหมือนกันนะ
 

ลุยน้ำท่วมแล้วรถดับควรทำอย่างไร?

1. ไม่ควรสตาร์ทรถทันที ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าห้องเครื่อง เพราะการสตาร์ทรถกลางน้ำท่วมขังอาจจะทำให้มีน้ำเข้าห้องเครื่องหรือท่อไอดี อาจเกิดความเสียหายอื่น ๆ ตามมา

2. เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน แจ้งผู้ใช้ถนนให้ระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

3. นำรถออกจากพื้นที่น้ำท่วม แต่ถ้าไม่สามารถนำออกมาได้ ควรยกรถให้สูงจากระดับน้ำท่วม ด้วยการใช้แม่แรง

4. ถอดขั้วแบตเตอรี่ รวมทั้งอุปกรณ์ที่เป็นขั้วไฟฟ้าต่าง ๆ เมื่อนำรถออกมาจากพื้นที่น้ำท่วมได้

5. ตรวจสอบว่ารถดับเนื่องจากน้ำเข้าระบบไฟฟ้าหรือระบบกรองอากาศ โดยดูจากแผ่นกรองอากาศในหม้อกรองอากาศ หากเปียกชื้นแปลว่าดับจากน้ำเข้าระบบกรองอากาศ ทำให้การจุดระเบิดของเครื่องยนต์เสียหายจนสตาร์ทไม่ติด แต่หากไม่มีร่องรอยของน้ำแปลว่าดับเพราะน้ำเข้าระบบไฟฟ้า ทำให้กล่องควบคุมระบบไฟฟ้าไม่ทำงานไม่สามารถสตาร์ทได้

6. เมื่อรถแห้งแล้วต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เข้าที่ ทั้งแบตเตอรี่และอุปกรณ์ขั้วไฟฟ้าต่าง ๆ

7. ลองสตาร์ทโดยไม่เปิดระบบปรับอากาศ เหยียบเบรกเบา ๆ เพื่อไล่ความชื้นออกจากเครื่องยนต์

8. หากยังสตาร์ทไม่ติดหรือน้ำเข้าระบบกรองอากาศ ควรขอความช่วยเหลือจากบริษัทประกันหรืออู่ซ่อมรถ
 

บทความคล้ายกัน

ข่าวและกิจกรรม CSR ความรู้ดีๆ มากมายสไตล์ยีเอส แบตเตอรี่